ประวัติและความสำคัญ
พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงสอง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาท่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้า ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพ่ายจะแจ กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน
พระเกียรติคุณ
นับเนื่องจากอดีต
เนื่องจากคนไทยนั้นมีอุปนิสัยทำมาหากิน และรักสงบ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รุกราน จึงทำให้มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่เป็นหย่อมๆ ตามพื้นที่ทำกิน ไม่ได้รวมตัวกันเพื่อสะสมอาวุธหรือฝึกการรบ ผ่านรัชสมัยพระร่วงโรจนฤทธิ์ไปประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ปี คนไทยมีความอ่อนแอลง ในขณะที่ฝ่ายขอมนั้นเรืองอำนาจและแข็งแกร่ง แต่เป็นชนชาติที่มีนิสัยใจคอโหดร้ายทารุณ พวกขอมได้เข้ามายึดแผ่นดินอีกครั้ง ปล้นสะดม ข่มเหงรังแกคนไทยและให้ไทยเป็นทาส คนไทยนั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก การที่จะรวบรวมคนไทยทั้งหลายที่กระจัดกระจายให้มาอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่น และตั้งตนเป็นเอกราช มีอิสระไม่เป็นเมืองขึ้นของพวกขอมจึงเป็นการยาก แต่ทั้งนี้ก็สามารถทำการสำเร็จได้ด้วยเหตุผลหลายประการ
รวบรวมคนไทยให้รักความสามัคคี สองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลัง
พ่อขุนศรีเมืองมาน และพ่อขุนน้าวนำถม ทั้งสองพระองค์ทรงทำงานร่วมกัน ให้พ่อขุนน้าวนำถมแสดงเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมต่อขอม ส่งส่วยให้ขอมตามปกติ พ่อขุนศรีเมืองมานท่านทรงทำหน้าที่สอนให้ประชาชนรู้รักความสามัคคี ขึ้นชื่อว่าไทยด้วยกัน อย่าโกงกัน อย่าข่มเหงกัน อย่าทำลายกัน ท่านสอนให้ฝึกอาวุธ หาแหล่งทรัพยากร สอนวิธีขุดร่อนทอง ทำให้คนไทยมีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ขณะนั้นแม้ว่าจะพร้อมรบเพื่อปลดปล่อย แต่ท่านทั้งสองก็มีอายุมากจึงสืบทอดเจตนารมณ์ให้ลูกหลาน คือ พ่อขุนผาเมืองกับพ่อขุนบางกลางท่าว
ในเวลานั้นพ่อขุนศรีเมืองมานอายุได้ประมาณ ๓๐-๔๐ ปี พระชายาของท่านได้สิ้นพระชนม์ ท่านจึงออกบวช มอบหน้าที่ทางฝ่ายฆราวาสให้พ่อขุนน้าวนำถมเป็นผู้ดูแล ส่วนท่านเป็นพระภิกษุก็ได้ตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อสอนในเรื่องการรบ การปกครอง การเศรษฐกิจ การคลัง สอนให้เด็กรู้จักความสามัคคี รักในธรรม ประพฤติในธรรม หลังจากนั้นท่านได้ออกธุดงค์ลงไปจนถึงนครศรีธรรมราช เพราะท่านทราบว่าคนไทยนั้นกระจัดกระจายอยู่มาก เป็นเพราะท่านเป็นคนเก่ง ใครอยากได้คาถาอาคม ค้าขาย คงกระพัน เมตตามหานิยม หรืออื่นๆ ก็มาทำบุญตักบาตรกันเป็นกลุ่มๆ ท่านก็สอนและปลุกระดมไปในตัว ให้คนไทยเหล่านั้นรู้จักว่า "เราเป็นคนไทยนะ คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน ต่อไปจะต้องเป็นเอกราช ไม่เป็นทาสขอม ให้ทุกคนกลมเกลียวกันไว้ ฝึกปรือการรบไว้ ด้านทำมาหากิน เศรษฐกิจต่างๆ ได้มามากก็เก็บไว้ เพราะยามสงครามต้องใช้สอยมาก จะไม่ลำบาก" ท่านเดินทางธุดงค์แบบนี้ไปจนถึงสิงคโปร์ ใช้เวลาเป็นปีๆ เมื่อกลับมาอีกครั้ง คนไทยดีขึ้นมาก ท่านจึงมอบงานให้ลูกหลานคือพ่อขุนบางกลางท่าวกับพ่อขุนผาเมืองว่า "งานเสร็จแล้ว ลงมือได้" การรบเพื่อเอาดินแดนและความเป็นเอกราชคืนจึงเกิดขึ้น
นับแต่นั้นก็เกิดเป็นราชอาณาจักรสุโขทัย ครองราชย์โดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ หลังภารกิจท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดต้นจันทน์ ในป่าลึกและมรณภาพที่นั่น ขณะนั้นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์อยู่วัยชราภาพ
รัชกาลที่ ๑ แห่งราชอาณาจักรสุโขทัย แผ่นดินพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ราชอาณาจักรสุโขทัยอยู่ระหว่างการก่อร่างสร้างตัว และผนึกกำลังให้เข้มแข็ง ในแผ่นดินพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นี้ยังมีการรบอยู่มาก เนื่องจากเพิ่งจะรบชนะขอมมาไม่นาน บ้านเมืองและไพร่พลก็อ่อนล้า อยู่ระหว่างพักฟื้น เมืองใกล้เคียงเช่นเมืองตาก ก็ถือโอกาสเข้าตีหวังที่จะยึดครอง แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทำให้การศึกในคราวนั้นไทยเป็นฝ่ายชนะ
พระราชสมภพ
จากศิลาจารึก ทำให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบพระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงแต่เพียงคร่าวๆ ไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดชัดเจนนัก ว่าทรงพระราชสมภพแต่เมื่อปีพระพุทธศักราชใดแน่ชัด พระองค์ทรงมีพี่น้อง ๕ คน เป็นชาย ๓ คน เป็นหญิง ๒ คน พี่ชายคนโตได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก และพระองค์ทรงเป็นบุตรชายคนสุดท้องของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับพระนางเสือง
มีท่านผู้รู้หลายท่านที่กล่าวถึงเรื่องศิลาจารึกนี้ โดยส่วนใหญ่ได้แบ่งเรื่องราวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงออกเป็น ๓ ตอน
- ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ ถึง ๑๘ เป็นเรื่องพ่อขุนรามคำแหงเล่าประวัติของพระองค์ว่าเป็นใคร จนกระทั่งได้เสวยราชสมบัติ โดยใช้คำว่า "กู" เป็นหลัก
ในส่วนนี้ คาดเดาว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้บันทึกเอง..
- ตอนที่ ๒ ไม่ได้ใช้คำว่า "กู" เลย แต่ใช้คำว่า "พ่อขุนรามคำแหง" ในส่วนนี้จะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ตลอดจนขนบธรรมเนียม และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นของเมืองในขณะนั้น
ในส่วนนี้ ผู้ที่ศึกษาศิลาจารึกได้คาดเดาออกเป็นสองทางว่า
๑.มีผู้บันทึกไว้หลังจากสิ้นรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง เนื่องจากในตอนที่ ๒ นี้ เริ่มที่ว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง... "
๒.พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นผู้รับสั่งให้มีการบันทึกต่อ เพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยที่พระองค์กำลังครองราชย์
- ตอนที่ ๓ ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ ถึงบรรทัดสุดท้าย เป็นส่วนสรรเสริญพระเกียรติคุณพ่อขุนรามคำแหง และอาณาเขตเมืองในครั้งกระโน้น
ในส่วนนี้ เข้าใจว่าได้บันทึกโดยคนรุ่นหลัง ซึ่งมีระยะเวลาห่างจากการบันทึกในตอนที่ ๒ แล้วหลายปี
จากพงศาวดารโยนก พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระสหายสนิทกับพญางำเมือง เจ้าเมืองพระเยา และพญาเม็งราย เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงมีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะมีพระชนมายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
ตามพงศาวดารและจดหมายเหตุเมืองเหนือกล่าวว่า
พญางำเมืองสมภพเมื่อปีจอ จุลศักราช ๖๐๐ (ปีพระพุทธศักราช ๑๗๘๑)
ส่วนพญาเม็งรายสมภพเมื่อปีกุน จุลศักราช ๖๐๑ (ปีพระพุทธศักราช ๑๗๘๒)
๑๗ มกราคม วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
เดือนธันวาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๓๑ สำนักงานสภาจังหวัดสุโขทัย ได้มีหนังสือเสนอต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ขอให้มีการกำหนด "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ขึ้น โดยถือเอา วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีและทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช"
ต่อมาคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดเอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้พิจารณาทบทวนเรื่องการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และความถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เสนอความคิดว่าควรที่จะเป็น วันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จะเป็นการเหมาะสมกว่า ซึ่งวันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ มกราคม ปีพระพุทธศักราช ๒๓๗๖ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๓๒ ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติ ในการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
ดังนั้นวันที่ ๑๗ มกราคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๓๓ จึงเป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" วันสำคัญทางประวัติศาสตร์วันหนึ่งซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
นับแต่นั้นมาจังหวัดสุโขทัย และทางมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้จัดให้มี งานวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช วันที่ ๑๗ มกราคม เป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีต่อประชาชนชาวไทย กิจกรรมหลักประกอบด้วย พิธีสักการะ บวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขบวนแห่ และพิธีสวดสรภัญญะ ฯลฯ โดยสถานที่จัดงานของจังหวัดสุโขทัย คือ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ส่วนสถานที่จัดงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ ณ บริเวณลานพ่อขุน และหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
=======
อ้างอิง :
1. ปฏิทินมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2550
2. เวปไซต์มหาวิทยาลัยรามคำแหง http://www.lib.ru.ac.th/pk/biography.html
2. เวปไซต์กระทรวงวัฒนธรรม http://www.culture.go.th/
3. จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพประกอบ :
http://www.surin.ru.ac.th
Back || Top