| คนดี ศรีรามฯ |
|
 |
คุณไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์
เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ |
ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงครบรอบ 36 ปี ที่ผ่านมา รามคำแหง ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถาบันตลาดวิชาที่มีการเรียนการสอนในระบบที่ต่างไปจากที่มหาวิทยาลัยอื่น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งคำนี้ เป็นปรัชญาสำคัญ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นกรอบของหลักการในระบบประชาธิปไตยที่มีการเปิดโอกาสให้มีความเสมอภาคทางการศึกษา
36 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน หรือ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ต่างทุ่มเทให้กับงานมหาวิทยาลัยให้สมกับวัตถุประสงค์ ในการผลิตบัณฑิตจากรามคำแหงทุกคณะ นับได้ว่า มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรมเป็นที่ตั้ง และมีโอกาสรับใช้บ้านเมืองอยู่ในทุกอณูส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะในระดับชาติ ในระดับภูมิภาค หรือระดับท้องถิ่น ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็มีนโยบายในเรื่องนี้ เปิดในวงกว้าง ซึ่งผมคิดว่า ประสบการณ์ดีๆที่ผ่านมา ในโอกาสที่ผมเองเป็นศิษย์เก่าของรามคำแหง รหัส 18 จบการศึกษารุ่นที่ 4 คณะนิติศาสตร์ เรียกได้ว่า รามคำแหงได้อบรมมอบความรู้ทางวิชาการให้อย่างหลากหลาย นอกจากนั้น ยังสอนในประสบการณ์ ที่กล่าวว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ เป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่คิดว่าปรัชญาในจุดนี้ รามคำแหงจะรักษาไว้ เช่นเดียวกับ คำขวัญที่ว่า เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง ในสมัยที่ผมเข้ามา มีปรัชญาเล็กๆ น้อยๆ อีกว่า ตั้งใจศึกษา บูชาพ่อขุนฯ สนองคุณชาติ ถ้านักศึกษาที่เข้ามา และได้มีโอกาสนำสิ่งนี้ไปใช้ จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมากยิ่งขึ้นครับ |
 |
ดร.พศวัจน์ กนกนาก
ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา เทียบเท่าหัวหน้าคณะศาลยุติธรรม
ศิษย์เก่าเกียรตินิยมนิติศาสตรบัณฑิต ปีพ.ศ. 2517 และดุษฎีบัณฑิตรัฐประศาสนศาสตร์ ม.ร. |
ในฐานะที่ผมได้รับโอกาสตั้งแต่ระดับปริญญาตรีมาตั้งแต่ต้น ผมมีความยินดีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงก่อตั้งมาครบ 36 ปี และทราบว่ามีบัณฑิตออกไปกว่า 6 แสนคน คิดว่า 6 แสนคนจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ และร่วมพัฒนาประเทศชาติเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป โดยเฉพาะผมจบทางนิติศาสตร์ คาดว่าจะได้มามีส่วนช่วยทางด้านกฎหมายหรือทางด้านอื่นๆ ที่สามารถช่วยได้
ขอขอบคุณคณะกรรมการที่ได้เล็งเห็นความสำคัญที่ยกย่อง ผู้ที่จบไปและประกอบอาชีพที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมหาวิทยาลัยได้รับชื่อเสียงเพิ่มยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผมเองมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้กลับมารับใช้รามคำแหงทั้งในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกที่รามคำแหงในตอนนี้ด้วย ในโครงการรัฐประศาสนศาสตร์และกฎหมาย โครงการของคณะรัฐศาสตร์ และของคณะบริหารธุรกิจ ทวิปริญญาโท และเป็นที่ปรึกษาของโครงการของดร.อุทัย เลาหวิเชียร ในโครงการรัฐประศาสนศาสตร์ที่ผมจบมาด้วยครับ เรียกว่าผมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของที่นี่
... ผมขออวยพรให้มหาวิทยาลัย อยู่ยืนยงคงคู่กับประเทศไทย ผลิตบัณฑิตออกไปเป็นประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติต่อไปครับ |
 |
รศ.ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ รุ่น 11 (พ.ศ.2524) |
ศิษย์เก่าของรามคำแหงได้ออกไปสู่ภาคส่วนของสังคม มีคุณประโยชน์ให้กับสังคม ตรงนี้เป็นส่วนที่มหาวิทยาลัยได้หล่อหลอม ไม่ว่าจะในแง่วิชาการ หรือการทำกิจกรรมเชิงสังคม ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่บัณฑิตรามฯ ออกไปและได้รับใช้สังคม ผมคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสดี ที่มหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญกับจุดนี้ และผมคิดว่าศักยภาพของศิษย์เก่ารามคำแหงมีมาก ในการจะช่วยผลักดันสร้างสรรค์สังคม
... ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยประชาชน จุดหนึ่งที่ผมอยากให้มหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ มีความเข้มแข็งทางวิชาการ เพราะวันนี้มหาวิทยาลัยของรัฐยังไม่สามารถรองรับนักศึกษาได้ทั้งหมด แต่มีรามคำแหงที่เปิดโอกาส ผมจึงอยากให้รามคำแหงรักษาความดีงามที่มีมาโดยตลอด คือ การเปิดโอกาส รวมถึงความเข้มแข็งทางวิชาการ มีอุดมการณ์ความคิดที่จะให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตไปรับใช้สังคม ผมว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่รามคำแหงต้องเน้นให้มาก รามคำแหงได้เปิดโอกาสแล้ว แต่สิ่งที่ต้องใส่เพิ่มเข้าไปคือ วิชาการและความเสียสละให้กับสังคม นอกเหนือจากการมองเรื่องธุรกิจ จุดนี้ยังเป็นจุดแห่งความเข้มแข็ง เมื่อถึงจุดหนึ่งศิษย์เก่าสามารถกลับมาดูแลมหาวิทยาลัย สร้างสรรค์รามคำแหงให้เป็นมหาวิทยาลัยประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ |